การออกแบบก่อสร้างอาคารให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การออกแบบก่อสร้างอาคารให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกณฑ์ 10 ข้อต่อไปนี้จะใช้พัฒนามาเป็นคู่มือการออกแบบต่อไป

1. INTENTION: ความมุ่งมั่นในการออกแบบอาคารเขียว (Green Design Intention)
สถาปัตยกรรมแสดงออกถึงวัตถุประสงค์อย่างเด่นชัดของผู้ออกแบบหรือเจ้าของอาคาร ในการที่จะนำเสนอแนวคิดในการสร้างสถาปัตยกรรมสีเขียวที่มีความยั่งยืนทั้ง 3 ด้าน (Ecological, Social, และ Economics) ผลงานออกแบบโดยรวม (Overall design) มีความกลมกลืน เหมาะสม มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม

2. CONTEXT: บริบททางสังคมและชุมชน (Community & Cultural Context)
มีความพยายามเสริมสร้าง ไม่ทำลายลักษณะทางกายภาพ บริบททางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมของชุมชน มีการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงเอกลักษณ์ทางสิ่งแวดล้อมของชุมชน และสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น (Community Identity & Sense of Place) พัฒนาและส่งเสริมการใช้พื้นที่เปิดโล่งแก่ชุมชนเมืองอย่างเหมาะสม และได้ประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างเต็มที่ ส่งเสริมระบบคมนาคมขนส่งของเมืองอย่างยั่งยืน การเชื่อมโยงกับชุมชนและแหล่งสาธารณูปโภค เช่นการจัดเตรียมที่จอดรถจักรยาน ระบบ Carpool ระบบขนส่งมวลชน

3. EARTH: ใช้ประโยชน์ที่ดินและภูมิทัศน์อย่างยั่งยืน (Sustainable Land Use & Landscape)
การพัฒนาโครงการคำนึงถึงลักษณะทางกายภาพ ชีวภาพ ระบบนิเวศของที่ดินที่ก่อสร้าง หลีกเลี่ยงการก่อสร้างบนพื้นที่ที่มีคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมสูง คำนึงถึงการใช้ที่ดิน การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่อนุรักษ์สภาพแวดล้อมเดิม ทั้งทางด้านการเก็บรักษาหน้าดินเดิม แหล่งน้ำ พืชพันธ์พื้นถิ่น และแหล่งที่อยู่อาศัยและเพาะพันธ์ของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งพยายามลดพื้นที่ฐานอาคาร (Footprint) ของอาคาร คำนึงถึงการลดการชะล้างหน้าดินจากฝน การลด discharge rate ของน้ำฝน หรือการเตรียมบ่อหน่วงน้ำ (Retention pond) การควบคุมการปลดปล่อยน้ำเสีย คำนึงถึงการช่วยลดผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะร้อน (urban heat island) โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ หรือการใช้หลังคาเขียว (green roof)

4. TROPICAL: สอดคล้องกับเขตอากาศเขตร้อนชื้น (Tropical Design Solution)
คำนึงถึงลักษณะการออกแบบสถาปัตยกรรมเขตร้อน และมีการประยุกต์ใช้ในการออกแบบอย่างเหมาะสม เช่นการบังแดด (Solar shading) การป้องกันความร้อน (Heat protection) ทิศทางลมและการระบายอากาศ (Wind direction & Natural ventilation) การเสริมสร้างสภาวะน่าสบาย (Thermal comfort) การใช้แสงสว่างธรรมชาติ (Daylighting) การทำความเย็นด้วยวิธีธรรมชาติ (Passive cooling)

5. COMFORT: ปลอดภัย น่าสบาย และสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร (Occupant Safety, Health & Comfort)
การออกแบบและการจัดการอาคารที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาวะของผู้ใช้อาคารอย่างเหมาะสม ทั้งทางด้านความน่าสบายเชิงอุณหภาพ (Thermal comfort) แสงสว่าง (Lighting) ทิวทัศน์ (Visual) เสียง (Acoustics) คำนึงถึงการออกแบบเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคาร ทั้งทางด้าน คุณภาพอากาศ (Air quality) การยศาสตร์ (Ergonomics) การป้องกันเพลิงไหม้ (Fire protection) คำนึงถึงการเข้าถึงของคนพิการ และการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Handicap access & Universal design)

6. ENERGY: ประหยัดพลังงาน (Energy Conservation)
คำนึงถึงการออกแบบและจัดการอาคารที่เน้นการประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างพอเพียง ทั้งในแง่การออกแบบเปลือกอาคาร การปรับอากาศ การใช้แสงสว่าง การเลือกใช้ระบบวิศวกรรมอาคาร มีการคำนวณ ตรวจสอบ ค่าดัชนีชี้วัดเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของอาคารทั่วไป เช่น ค่า OTTV, RTTV, lighting power density, energy consumption, power demand คำนึงถึงการใช้พลังงานทดแทน (renewable) หรือพลังงานทางเลือก (alternative energy) อย่างเหมาะสม

7. WATER: ประหยัดน้ำ (Water Conservation)
การออกแบบและจัดการได้คำนึงการประหยัดน้ำ ลดการใช้น้ำประปา การรีไซเคิลน้ำทิ้ง มาใช้ใหม่อย่างเหมาะสม การใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ รวมทั้งการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม และการเลือกใช้พืชพันธ์ที่บริโภคน้ำอย่างเหมาะสม การพยายามไม่ใช้น้ำประปาเพื่อการรดน้ำต้นไม้ รองรับน้ำฝนมาใช้ในโครงการ พยายามนำน้ำทิ้งมาเก็บและบำบัดเพื่อใช้รดน้ำต้นไม้ หรือมีนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

8. MATERIALS: วัสดุอาคารและการก่อสร้าง (Building Material & Construction)
เลือกใช้วัสดุก่อสร้างอาคาร หรือวิธีการก่อสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง (เสียง ควัน ฝุ่น ก๊าซพิษ น้ำเสีย) และโดยอ้อม (Embody energy และ คาร์บอน) คำนึงถึงการ reuse, recycle ของวัสดุ สนับสนุนการใช้วัสดุพื้นถิ่น เพื่อสนับสนุนการสร้างงาน หรือระบบเศรษฐกิจของชุมชุน เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

9. SELF-SUFFICIENCY: ความยืดหยุ่น การปรับใช้และความพอเพียง (Flexibility, Adaptability & Sufficiency)
“Right size - Long life - Loose Fit“คือคำอธิบายที่สำคัญมากอันหนึ่งของสถาปัตยกรรมสีเขียว ที่สอดคล้องกลมกลืนกับแนวคิดสถาปัตยกรรมพอเพียง ที่กล่าวถึง ความประหยัด ความพอเหมาะ ความสมเหตุสมผล มีภูมิคุ้มกัน มีความรู้คู่คุณธรรม สถาปัตยกรรมสีเขียวจะต้องมีความประหยัดคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร การใช้พื้นที่ การใช้งบประมาณ โดยยังคงแสดงออกถึงการคงคุณค่าตามกาลเวลา รวมทั้งความสามารถปรับเปลี่ยนการใช้สอย (adaptive reuse) และความยืดหยุ่น (flexibility) เข่นพิจารณาการออกแบบอาคารแบบถอดประกอบได้ หรืออาคารที่ใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูป (Prefabrication)

10. FEEDBACK: ผลตอบรับหลังการใช้งาน (Post-occupancy Feedback) 
มีการพิจารณา ประเมินผลสำเร็จ และข้อผิดพลาด จากการออกแบบก่อสร้าง และการใช้สอยอาคารเพื่อใช้เป็นข้อเสนอแนะ บทเรียน แก่สังคมและคนรุ่นหลัง (Post-occupancy evaluation) อธิบายผลของการมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบอาคาร ผู้ใช้อาคาร ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และตัวแทนชุมชน ในการที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ (green design intention) ที่วางไว้ อธิบายว่าการจัดการอาคาร commissioning & monitoring จะช่วยให้อาคารประสบความสำเร็จได้อย่างไร ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ใช้อาคาร และผู้จัดการอาคารเป็นอย่างไร (knowledge management) มีการเผยแพร่ความรู้ทางสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ หรือเปิดให้ทัศนศึกษา